จอร์จิโอ เปโตรเซียน Giorgio Petrosyanหรือฉายา เดอะด็อกเตอร์ เกิดวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1985 เป็นนักมวยไทยรุ่นเวลเทอร์เวท และเป็นนักต่อสู้ป้องกันตัวชาวอาร์เมเนีย-อิตาลี ผู้มาจากซาโตรี กลาดิเอโทเรียม ในเมืองกอริเซีย ประเทศอิตาลี เขาเป็นแชมเปี้ยนคนปัจจุบันของรายการ K-1 เวิลด์แมกซ์ 2009 และเป็นแชมเปี้ยนมวยไทยของรายการ WKN อินเตอร์คอนติเนนทอล มิดเดิลเวทวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
FIGHT CLUB Giorgio Petrosyan(จอร์จิโอ เปโตรเซียน)
จอร์จิโอ เปโตรเซียน Giorgio Petrosyanหรือฉายา เดอะด็อกเตอร์ เกิดวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1985 เป็นนักมวยไทยรุ่นเวลเทอร์เวท และเป็นนักต่อสู้ป้องกันตัวชาวอาร์เมเนีย-อิตาลี ผู้มาจากซาโตรี กลาดิเอโทเรียม ในเมืองกอริเซีย ประเทศอิตาลี เขาเป็นแชมเปี้ยนคนปัจจุบันของรายการ K-1 เวิลด์แมกซ์ 2009 และเป็นแชมเปี้ยนมวยไทยของรายการ WKN อินเตอร์คอนติเนนทอล มิดเดิลเวทวันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
THAI FIGHT 2011
บัวขาว – ไทรโยค – ก้าวไกล – ยอดแสนไกล” ประกาศศักดาในนาม “THAI FIGHT”
“THAI FIGHT” จัดความยิ่งใหญ่ให้อลังการเพิ่มขึ้นอีกด้วยการนำเอาสุดยอดนักมวยไทยแห่งยุคมาประชันฝีมือกับนักมวยไทยต่างชาติแบบยกทีม
โดยการนำเอา “บัวขาว ป.ประมุข”, “ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง” , “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” , “ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์” และ”ฟาบิโอ ปินก้า” ในฐานะแชมป์ “THAI FIGHT 2010” ไปประกาศศักดาให้ทั่วโลกได้รู้จักถึง “มวยไทย” ว่าเป็นสุดยอดของศิลปะการต่อสู้ที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นการยกทีมมวยไทยไปปะทะเชิงมวยไทยกับนักมวยไทยต่างชาติ โดยจะเริ่มประกาศศักดาในปีหน้า และจะมีการถ่ายทอดกลับมาให้แฟนมวยไทยในเมืองไทยได้รับชมกันแบบเต็มๆ
FIGHT CLUB สมรักษ์ คำสิงห์ (somrak kamsing)
สมรักษ์ เป็นชาวหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ จังหวัดขอนแก่น เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ในครอบครัวยากจน เป็นบุตรคนกลาง ในจำนวนลูกทั้ง 3 คน ของ นายแดงและนางประยูร คำสิงห์ เหตุที่มีชื่อเล่นว่า "บาส" ก็เพราะต้องการให้คล้องกับชื่อเล่นของพี่ชายซึ่งเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน คือ สมรถ คำสิงห์ ที่มีชื่อว่า "บัส" เนื่องจาก คลอดบนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางไปสถานีอนามัยอำเภอ
สมรักษ์ได้รับการฝึกการชกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก ขึ้นชกมวยครั้งแรกขณะอายุได้ 7 ปี และได้ตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่างๆจนทั่วอ.โนนไผ่ และได้รับการทาบทามจากณรงค์ กองณรงค์ หัวหน้าคณะณรงค์ยิมให้มาร่วมค่าย สมรักษ์จึงขอขึ้นชกมวยไทยในชื่อ สมรักษ์ ณรงค์ยิมและกลายเป็นมวยมีชื่อในจ.ขอนแก่น
ในเส้นทางมวยไทย สมรักษ์ตระเวนชกตามเวทีต่างทั้ง ชลบุรี สำโรง อ้อมน้อยจนกระดูกแข็ง เจนสังเวียนมากขึ้นจึงขึ้นชกมวยที่เวทีมาตรฐานทั้งเวทีราชดำเนินและเวทีลุมพินี มีโอกาสขึ้นชกกับนักมวยชื่อดังยุคนั้นหลายคน เช่น ชาติชายน้อย ชาวไร่อ้อย, ช้างน้อย ศรีมงคล, บัวขาว ป.พิสิษฐ์เชษฐ์, ฉมวกเพชร ช่อชะมวง แต่ไม่เคยได้แชมป์มวยไทยของเวทีใด จนปี พ.ศ. 2538 จึงขึ้นชกมวยไทยครั้งสุดท้าย ชนะน็อค สุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ ยก 4 แล้วจึงหันมาเอาดีด้านมวยสากลสมัครเล่นอย่างเดียว ค่าตัวสูงสุดที่ได้รับจากการชกมวยไทยอยู่ที่ราว 180,000 บาท จัดเป็นนักมวยเงินแสนคนหนึ่ง
สมรักษ์เริ่มเข้าแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในนามของโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2528 เมื่ออายุ 12 ปี โดยมีพิกัดน้ำหนัก 52 กิโลกรัมเมื่อสมรักษ์จบ ม.6 จากโรงเรียนผดุงศิษย์ฯ ได้รับการทาบทามจากสโมสรราชนาวีให้ชกมวยสากลสมัครเล่นในนามของสโมสรและจะบรรจุให้เข้ารับราชการในกองทัพเรือด้วย สมรักษ์จึงตอบตกลง สมรักษ์ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ
เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 แต่ตกรอบแรก พ.ศ. 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลกที่ประเทศอิตาลี แต่ไม่ได้ติดทีมชาติไปแข่งกีฬาซีเกมส์ในปีนั้นเพราะไม่พร้อม สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียง จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขาเกือบจะถูกตัดสิทธิ์เพราะตรวจสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านในครั้งแรก (ภายหลังสภาโอลิมปิคเอเชีย ได้กลับคำตัดสิน โดยให้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ นักว่ายน้ำ ได้ 2 เหรียญทอง)
พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือกไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้สมรักษ์โด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ โดยชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5
ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้พระราชทานกระเช้าผลไม้มายังสมรักษ์และทีมงานพร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย โดยการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า " Kamsing Somluck " โดยเจตนาให้มีนัยทางโชคด้วย (แต่ผู้บรรยายภาษาอังกฤษอ่านออกเสียงว่า คำซิง สมลุก)
ภายหลังจากได้เหรียญทองแล้ว สมรักษ์กลายเป็นบุคคลชื่อดังไปในทันที กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ในเวลาไม่นาน ด้วยความเป็นคนมีบุคคลิกเฮฮา มีสีสัน น่าสนใจ ภายหลังจากกลับมาจากโอลิมปิคที่แอตแลนต้าแล้ว สมรักษ์ก็มีงานในวงการบันเทิงเข้ามา เริ่มจาก ละครเรื่อง "นายขนมต้ม" ทางช่อง 7 ที่รับบทเป็นนายขนมต้มพระเอกเอง โดยประกบคู่กับ กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ นางเอก และเพื่อน ๆ นักมวยรุ่นพี่อีกหลายคน
และนับแต่นั้นมา สมรักษ์ก็มีสถานะเหมือนเป็นดาราคนหนึ่งไปโดยปริยาย มีงานต่าง ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้สมรักษ์เอาใจใส่ในการชกมวยน้อยลง จนมีข่าวว่าเขาซ้อมน้อยลง หนีซ้อมบ้าง เป็นต้น แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าฝีมือของตัวเองยังคงเหมือนเดิม ถึงขนาดกล้าทำนายผลการชกล่วงหน้า ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง จนได้ฉายาว่า "โม้อมตะ" แต่หลังจากได้รับเหรียญทองกีฬาเอเชียนเกมส์ใน ปี พ.ศ. 2541 แล้ว การชกครั้งหลังจากนี้ สมรักษ์ไม่ประสบความสำเร็จเลย โดยตกรอบสาม ในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ ปี พ.ศ. 2543 และตกรอบแรกในโอลิมปิก ที่กรุงเอเธนส์ ปี พ.ศ. 2547 ทำให้เลิกชกมวยอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบัน สมรักษ์ยังคงมีงานในวงการบันเทิง มีผลงานออกมาเป็นระยะ ๆ ล่าสุด ได้แสดงภาพยนตร์ระดับโลกเรื่อง Fearless ในปี พ.ศ. 2549 โดยบทบาทในเรื่องต้องปะทะกับ หลี่เหลียนเจี๋ย ด้วย มีกิจการของตัวเอง เช่น ร้านหมูกระทะ ชื่อ "สมรักษ์ย่างเกาหลี" ย่านเกษตร-นวมินทร์ และมีค่ายมวยของตนเอง ชื่อค่าย "ส.คำสิงห์"
ด้านชีวิตครอบครัว สมรักษ์แต่งงานกับนางเสาวนีย์ คำสิงห์ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่ขอนแก่น ซึ่งทั้งคู่เคยจะมีบุตรด้วยกันครั้งแรก แต่ทว่านางเสาวนีย์แท้งเมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน บุตรสาว ปัจจุบันศึกษาอยู่โรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ ซอยนวมินทร์ 81 เขตบึงกุ่ม
วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
FIGHT CLUB พงศักดิ์เล็ก ไก่ย่าง5ดาวยิม
พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่าง5ดาวยิม มีชื่อจริงว่า พงศกร วันจงคำ เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่าง5ดาวยิม มีชื่อเล่นว่า กร และได้ชื่อเรียกจากแฟนมวยและสื่อมวลชนว่า เจ้ากร ถือได้ว่าเป็นนักมวยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่มีนักมวยครองแชมป์ในสถาบันเล็ก ๆ เป็นส่วนใหญ่
ทำให้กีฬามวยสากลอาชีพไม่ได้รับความนิยมอย่างในอดีต แต่พงษ์ศักดิ์เล็กเป็นแชมป์ในสถาบันใหญ่ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังทำสถิติการป้องกันตำแหน่งไว้ได้หลายครั้งด้วยกัน
พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่าง5ดาวยิม มีชื่อเล่นว่า กร และได้ชื่อเรียกจากแฟนมวยและสื่อมวลชนว่า เจ้ากร ถือได้ว่าเป็นนักมวยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่มีนักมวยครองแชมป์ในสถาบันเล็ก ๆ เป็นส่วนใหญ่
ทำให้กีฬามวยสากลอาชีพไม่ได้รับความนิยมอย่างในอดีต แต่พงษ์ศักดิ์เล็กเป็นแชมป์ในสถาบันใหญ่ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังทำสถิติการป้องกันตำแหน่งไว้ได้หลายครั้งด้วยกัน
พงษ์ศักดิ์เล็กมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเองคือ เมื่อขึ้นเวทีจะสวมหมวกไหมพรมสีแดงที่ได้รับการปลุกเสก จาก หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ทุกครั้ง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
พงษ์ศักดิ์เล็กชกมวยสากลอาชีพแพ้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น แพ้ต่อ เจอรี่ ปาฮายาไฮ นักมวยถนัดซ้ายชาวฟิลิปปินส์ คนเดียวเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมาพงษ์ศักดิ์เล็กไม่เคยแพ้ใครอีกเลย และพัฒนาฝีมือการชกขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้ครองแชมป์โลกในรุ่นไลท์ฟลายเวท ของสหภาพมวยโลก หรือ WBU สถาบันระดับเล็ก
จากนั้นในปี พ.ศ. 2543 เมื่อ เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม เสียแชมป์โลกในรุ่นฟลายเวท ของสภามวยโลก หรือ WBC แก่ มัลคอร์ม ทูนาเกา นักมวยชาวฟิลิปปินส์ ไปแล้วอย่างไม่มีใครคาดคิด จึงเป็นโอกาสของพงษ์ศักดิ์เล็กที่จะได้ขึ้นชิงแชมป์โลกคืน เนื่องจากเป็นนักมวยในสังกัดของ "เสี่ยเน้า" วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ เหมือนกัน
ซึ่งพงษ์ศักดิ์เล็กก็สามารถเอาชนะน็อกไปได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น ที่จังหวัดพิจิตร จากนั้นพงษ์ศักดิ์เล็กได้ป้องกันตำแหน่งอย่างต่อเนื่องและสามารถเอาชนะได้อย่างสวยงามหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน เช่น ชนะน็อก อเล็ก บาบ้า ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งชาวกานา ยก 8 ที่หาดใหญ่ ชนะ ไนโตะ ไดสุเกะ นักมวยชาวญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2545 และ ปี พ.ศ. 2548 อย่างง่ายดาย รวมทั้งการเดินทางไปป้องกันตำแหน่งที่ประเทศญีปุ่นหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน
จนเมื่อถึงการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 15 ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ที่สยามพารากอน กับ อีเวอราโด โมราเลส นักมวยชาวเม็กซิกัน เป็นการจัดการแข่งขันครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นการทำสถิติการป้องกันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นฟลายเวท เทียบเท่ากับ มิเกล คันโต อดีตแชมป์โลกชาวเม็กซิกันในอดีตที่ได้ทำสถิติได้ ซึ่งครั้งนี้ พงษ์ศักดิ์เล็กก็สามารถเอาชนะแตกไปได้ในยกที่ 4
เ มื่อสถิติโลกเดิมถูกทำลายลงแล้ว จากนั้น ทางทีมงานจึงวางเป้าให้พงษ์ศักดิ์เล็กป้องกันตำแหน่งให้ได้ 20 ครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าจะทำลายสถิติการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกมากครั้งที่สุดของนักมวยชาวไทยและเป็นสถิติของทวีปเอเชียด้วยของ เขาทราย แกแล็คซี่ คือ 19 ครั้ง จากนั้นจึงจะให้พงษ์ศักดิ์เล็กป้องกันตำแหน่งให้ได้มากกว่า 25 ครั้ง ทำลายสถิติโลกของ โจ หลุยส์ อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท ชาวอเมริกัน
แต่ทว่าการป้องกันตำแหน่งในครั้งที่ 18 ที่ประเทศญี่ปุ่น กับ ไนโตะ ไดสุเกะ คู่ปรับเก่าที่เคยเอาชนะมาแล้วถึง 2 ครั้ง พงษ์ศักดิ์เล็กต้องประสบกับปัญหาการลดน้ำหนักตัวซึ่งต้องทำการลดหลายครั้งก่อนการชั่งน้ำหนักอย่างเป็นทางการ และในวันชก ไนโตะ ไดสุเกะ แก้ทางมวยของพงษ์ศักดิ์เล็กมาเป็นอย่างดี ใช้จังหวะเข้าทำก่อนและโผเข้ากอด ทำให้พงษ์ศักดิ์เล็กไม่อาจทำอะไรได้ถนัดถนี่ เมื่อครบ 12 ยก จึงแพ้คะแนนไปอย่างเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 115 - 113, 116 - 113, 116 - 113 ถือว่าเป็นการพ่ายแพ้อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะก่อนการชกหลายฝ่ายคาดว่า พงษ์ศักดิ์เล็กน่าจะเอาชนะไปได้เหมือน 2 ครั้งก่อนอย่างง่ายดาย
และทำให้เป้าหมายที่จะทำสถิติป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกให้ได้ถึง 20 ครั้ง ต้องดับสลายลงด้วยการป้องกันได้เพียง 17 ครั้ง แต่กระนั้นก็ทำให้พงษ์ศักดิ์เล็กมีสถิติการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกมากเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย เทียบเท่ากับ ยูห์ เมียงวู อดีตแชมป์โลกรุ่นจูเนียร์ฟลายเวท ของสมาคมมวยโลก หรือ WBA ชาวเกาหลีใต้
ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2551 พงษ์ศักดิ์เล็กมีโอกาสได้แก้มือกับไดสุเกะอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งเที่ยวนี้พงษ์ศักดิ์เล็กมีความมุ่งมั่นและเตรียมตัวมาดีกว่าครั้งที่แล้ว แต่ผลการชกก็ยังออกมาเสมอกันอีก ด้วยคะแนน 115 - 114, 115 - 113, และ 114 - 114 ที่โตเกียว
หลังจากนั้นพงษ์ศักดิ์เล็กก็ได้อุ่นเครื่องอีก 4 ครั้ง ชนะรวด และได้มีโอกาสชิงแชมป์อีกครั้ง แต่เป็นแชมป์เฉพาะกาล โดยชนะคะแนนอย่างขาดลอย กับ ฮูลิโอ ซีซาร์ มิรันด้า นักมวยชาวเม็กซิกัน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 ที่หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา
จนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 พงษ์ศักดิ์เล็กก็ได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกของจริง กับ โกกิ คาเมดะ นักมวยหนุ่มที่ห้าวหาญผู้ไม่เคยแพ้ใคร ผู้เป็นพี่ใหญ่แห่งตระกูลคาเมดะ ผลการชกปรากฏว่าทั้งคู่เกิดหัวชนกัน ทำให้คาเมดะเกิดแผลแตก เลือดไหลเข้าตาตั้งแต่ยก 4 และในยกที่ 5 พงษ์ศักดิ์เล็กก็ถูกตัดคะแนนในข้อหาหัวชน แต่ในการชกพงษ์ศักดิ์เล็กเป็นฝ่ายทำคะแนนได้จะแจ้งกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปแบบไม่เอกฉันท์ 114-114, 116-112, 115-112 ได้กลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง นับเป็นสมัยที่ 2
เ มื่อสถิติโลกเดิมถูกทำลายลงแล้ว จากนั้น ทางทีมงานจึงวางเป้าให้พงษ์ศักดิ์เล็กป้องกันตำแหน่งให้ได้ 20 ครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าจะทำลายสถิติการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกมากครั้งที่สุดของนักมวยชาวไทยและเป็นสถิติของทวีปเอเชียด้วยของ เขาทราย แกแล็คซี่ คือ 19 ครั้ง จากนั้นจึงจะให้พงษ์ศักดิ์เล็กป้องกันตำแหน่งให้ได้มากกว่า 25 ครั้ง ทำลายสถิติโลกของ โจ หลุยส์ อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท ชาวอเมริกัน
แต่ทว่าการป้องกันตำแหน่งในครั้งที่ 18 ที่ประเทศญี่ปุ่น กับ ไนโตะ ไดสุเกะ คู่ปรับเก่าที่เคยเอาชนะมาแล้วถึง 2 ครั้ง พงษ์ศักดิ์เล็กต้องประสบกับปัญหาการลดน้ำหนักตัวซึ่งต้องทำการลดหลายครั้งก่อนการชั่งน้ำหนักอย่างเป็นทางการ และในวันชก ไนโตะ ไดสุเกะ แก้ทางมวยของพงษ์ศักดิ์เล็กมาเป็นอย่างดี ใช้จังหวะเข้าทำก่อนและโผเข้ากอด ทำให้พงษ์ศักดิ์เล็กไม่อาจทำอะไรได้ถนัดถนี่ เมื่อครบ 12 ยก จึงแพ้คะแนนไปอย่างเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 115 - 113, 116 - 113, 116 - 113 ถือว่าเป็นการพ่ายแพ้อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะก่อนการชกหลายฝ่ายคาดว่า พงษ์ศักดิ์เล็กน่าจะเอาชนะไปได้เหมือน 2 ครั้งก่อนอย่างง่ายดาย
และทำให้เป้าหมายที่จะทำสถิติป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกให้ได้ถึง 20 ครั้ง ต้องดับสลายลงด้วยการป้องกันได้เพียง 17 ครั้ง แต่กระนั้นก็ทำให้พงษ์ศักดิ์เล็กมีสถิติการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกมากเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย เทียบเท่ากับ ยูห์ เมียงวู อดีตแชมป์โลกรุ่นจูเนียร์ฟลายเวท ของสมาคมมวยโลก หรือ WBA ชาวเกาหลีใต้
ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2551 พงษ์ศักดิ์เล็กมีโอกาสได้แก้มือกับไดสุเกะอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งเที่ยวนี้พงษ์ศักดิ์เล็กมีความมุ่งมั่นและเตรียมตัวมาดีกว่าครั้งที่แล้ว แต่ผลการชกก็ยังออกมาเสมอกันอีก ด้วยคะแนน 115 - 114, 115 - 113, และ 114 - 114 ที่โตเกียว
หลังจากนั้นพงษ์ศักดิ์เล็กก็ได้อุ่นเครื่องอีก 4 ครั้ง ชนะรวด และได้มีโอกาสชิงแชมป์อีกครั้ง แต่เป็นแชมป์เฉพาะกาล โดยชนะคะแนนอย่างขาดลอย กับ ฮูลิโอ ซีซาร์ มิรันด้า นักมวยชาวเม็กซิกัน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 ที่หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา
จนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 พงษ์ศักดิ์เล็กก็ได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกของจริง กับ โกกิ คาเมดะ นักมวยหนุ่มที่ห้าวหาญผู้ไม่เคยแพ้ใคร ผู้เป็นพี่ใหญ่แห่งตระกูลคาเมดะ ผลการชกปรากฏว่าทั้งคู่เกิดหัวชนกัน ทำให้คาเมดะเกิดแผลแตก เลือดไหลเข้าตาตั้งแต่ยก 4 และในยกที่ 5 พงษ์ศักดิ์เล็กก็ถูกตัดคะแนนในข้อหาหัวชน แต่ในการชกพงษ์ศักดิ์เล็กเป็นฝ่ายทำคะแนนได้จะแจ้งกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปแบบไม่เอกฉันท์ 114-114, 116-112, 115-112 ได้กลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง นับเป็นสมัยที่ 2
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
มวยวัดเวทีลูกผู้ชาย..
มวยวัด
มวยวัด เป็นคำนาม หมายถึง การชกต่อยอย่างไม่มีกติกา.
ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
นี่ไม่ใช่รายการภาษาไทยวันละคำหรอกนะครับ แต่ผมกำลังกล่าวถึงความหมายที่ถูกนิยามไว้ของคำว่ามวยวัด งานมหรสพอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับงานวัดของคนไทยแทบทุกภาค "มีงานวัดที่ไหนต้องมีมวยที่นั่น" ซึ่งนักมวยที่มาต่อยในงานวัดนั้นก็มักจะเป็นคนพื้นที่ หรือละเเวกไกล้เคียงของชุมชนนั้นๆ และก็ไม่ได้มีฝีมือมากมายนักเพราะได้ฝึกหัดกันเองตามภูมิป้ญญาของชาวบ้านที่ชื่นชอบในกีฬามวย ที่จับลูกหลานหรือเด็กๆในชุมชนมาฝึกหัด ชั้นเชิงมวยไทย
อาจจะมีนักมวยที่มีฝีมือเก่งกาจอยู่ซักคู่สองคู่ มีเอาไว้ดึงเซียนมวยไห้เข้าสนามตามกลยุทธของผู้จัด ที่หวังจะเอากำไรจากค่าตั๋ว แต่มวยวัดที่ถูกมองว่าไร้ราคา ก็เป็นที่แจ้งเกิดของนักมวยไทยชื่อดังมากว่า99เปอร์เซนต์ "นี่คือมวยวัด"
เหตุที่ผมต้องมาเขียนถึงเรื่องมวยวัดนี้ มันมีเหตุมาจากคนกลุ่มนึงที่ใช้คำว่ามวยวัดดูถูกคู่อริของตัวเองในร้านเหล้าแห่งนึง ที่ผมบังเอิ๊ญๆนั่งอยู่โต๊ะข้างๆกับผองเพื่อนซึ่งเป็นนักมวยแล้วก็มีนักมวยคนนึงพูดขึ้นด้วยอาการมึนเมาว่า"มันพูดอย่างนั้นมันดูถูกมวยนี่หว่า" ตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไรหรอกครับ แต่พอมานั่งเขียนบทความ เพื่อลงในblogผมก็เลยลองหาความหมายของคำว่ามวยวัดดูว่า ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เค้าระบุไว้ว่าอย่างไร ก็อย่างที่เขียนไว้ตอนต้นแหละครับ
ความหมายของมวยวัดถูกเอาไปใช้ในความหมายที่แตกต่างไป ใช้เรียกพวกที่ต่อยตีกันโดยไม่มีเชิงไม่มีรูปแบบไร้วิชาหรือพวกอัธพาลที่ตีกันตามหน้าเวทีวงดนตรี การใช้ในความหมายเหล่านี้มันทำให้มวยวัดดูเสื่อมศักดิ์ศรีลงไป ทั้งทีการต่อสู้ในเชิงมวยบนเวที่นั้นต้องใช้ใจที่เด็ดเดี่ยว ที่จะต่อสู้กัน มีการไหว้ครูอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่แจ้งเกิดของนักมวยดังๆ กีฬาที่แทบจะฆ่ากันตายบนเวทีแต่เมื่อระฆังยกสุดท้ายหมดลง กลับโผเข้ากอดกัน หรือภาพที่นักมวยรุ่นน้อง ก้มลงกราบเท้านักชกซึ่งเป็นรุ่นพี่ ภาพเหล่านี้หาไม่ได้ในมวยวัดที่พวกเราเรียกกันหรอกนะครับ
ทัศนะคติที่คนไทยเราเอง(ส่วนหนึ่ง)มองกีฬามวยยังเป็นทัศนคติที่ อยู่ในเชิงดูถูกว่าเป็นกีฬาชั้น2อยู่นะครับ แต่ทำไมชาวต่างชาติที่มองมวยไทย เค้ามองในเชิงยกย่องเชิดชู ว่าเป็น(ศิลปะ ) คนไทยเราเองกลับดูถูกของเราเอง ลองไปเดินสยามครับแล้วถามเด็กแถวนั้นดูได้ว่ามวยไทยคืออะไร หลายๆคนคงอ้ำอึ้ง ตอบไม่ถูกถึงความหมายของมวยไทย ก็เหมือนไอ้พวก.....เหล่านั้นที่ดูถูกคู่อริว่ามวยวัดทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้เลยว่ามวยไทยมันคืออะไร
ภาพของมวยวัดจริงๆครับ
นี่คือมวยวัดในความหมายทั่วไปครับ
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การให้คะแนนของมวยไทย
คนที่เคยดูมวยไทย(เอาแบบที่ไม่ใช่เซียนมวยนะครับ)อาจจะมีคำถามถึงการไห้คะเเนนของกีฬามวยไทยว่าเค้าไห้คะเเนนกันยังไง ทำไมไม่มีสกอร์บอร์ดขึ้นเป็นตัวเลขไห้เห็นเหมือนการแข่งขันมวยกีฬาโอลิมปิก...ผมเองก็สงสัยเหมือนกันครับ(มากด้วย) เรามาดูถึงวิธีการไห้คะเเนนของมวยไทยกันว่าเค้าไห้กันยังไง เผื่อเราจะดูมวยเป็นกันมากขึ้นคราวหน้าถ้าเปิดทีวีไปเจอจะได้ดูร้เรื่องซักที
มวยไทยมีการไห้คะแนตามหลักเกณฑ์ดังนี้ครับ
เมื่อนักมวยได้ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นอาวุธมวยไทย กระทำถูกร่างกาย คู่แข่งขันโดยถูกต้องตามกติกา มีแรงส่ง ถูกเป้าหมาย และคู่ต่อสู้ไม่สามารถป้องกันได้
การได้คะแนนมี ดังนี้ครับ
- นักมวยที่ใช้อาวุธมวยไทยกระทำถูกคู่แข่งขัน ได้มากกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น
- นักมวยที่ใช้อาวุธมวยไทยกระทำถูกคู่แข่งขันได้หนักหน่วง รุนแรง ชัดเจนกว่า เป็นผู้ชนะในยกนั้น
- นักมวยที่ใช้อาวุธมวยไทยกระทำถูกคู่แข่งขัน จนเกิดความบอบช้ำมากกว่า เป็นผู้ชนะในยกนั้น
- นักมวยที่เป็นฝ่ายรุกเข้ากระทำมากกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น
- นักมวยที่มีชั้นเชิงในการ รุก รับ หลบหลีก ตอบโต้ ตามลักษณะ และศิลปะมวยไทยได้ดีกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น
- นักมวยที่ทำผิกกติกาน้อยกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น
การไม่ได้คะแนน มีดังนี้
- นักมวยที่ใช้อาวุธมวยไทยกระทำผิดกติกาข้อใดข้อหนึ่ง
- กระทำไปถูกแขน ขา ของคู่แข่งขันในลักษณะการป้องกันตัว
- กระทำถูกคู่แข่งขันแต่เบา ไม่มีน้ำหนักส่งจากร่างกาย
- เตะไปแล้วถูกฝ่ายตรงข้ามจับขาเหวี่ยงลงกับพื้น ให้ถือว่าฝ่ายที่เตะได้คะแนน ถ้าฝ่ายที่เตะถูกฝ่ายตรงข้ามจับขาได้แล้วแกล้งทิ้งตัวลงกับพื้นถือเป็นการทำผิดกติกาในกรณีนี้ ถือว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้คะแนน
- การเหวี่ยงคู่แข่งขันให้ล้มลงโดยไม่ได้ใช้อาวุธอื่น
การไห้คะแนนในการแข่งขันมวยไทยนั้น มีการไห้เป็นตัวเลขครับแต่จะมีการไห้เป็นยก ครับโดยดูจากภาพรวมของการแข่งขันในแต่ละยก
- ให้คะแนนเต็ม 10 คะแนนสำหรับผู้ชนะในยกนั้น และให้คู่แข่งขันลดลงไปตามส่วนคือ 9-8-7 โดยไม่มีการให้คะแนนเป็นเศษส่วน
- ในยกที่เสมอกันได้ฝ่ายละ 10 คะแนน (10:10)
- ผู้ชนะในยกได้ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 9 คะแนน (10:9)
- ผู้ชนะอย่างมากในยกได้ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน (10:8)
- ผู้ชนะในยก และคู่แข่งขันถูกนับ 1 ครั้ง ได้10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน (10:8)
- ผู้ชนะอย่างมากในยกและคู่แข่งขันถูกนับ 1 ครั้ง ได้ 10 คะแนนผู้แพ้ได้ 7 คะแนน (10:7)
- ผู้ชนะในยกและคู่แข่งขันถูกนับ 2 ครั้ง ได้ 10 คะแนนผู้แพ้ได้ 7 คะแนน (10:7)
- นักมวยที่ถูกตำหนิโทษ ต้องไม่ได้คะแนนเต็มในยกนั้น ให้ผู้ชี้ขาดตำหนิโทษได้ครั้งละ 1 คะแนน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



































