แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมรักษ์ คำสิงห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมรักษ์ คำสิงห์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ศึกสมรักษ์-แวนแดมม์ย้ายวิกชกเมืองไทย




สมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักชกเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ จับมือกับ ฌอง โคล้ด แวนแดมม์ ดาราฮอลลีวู้ด

“โม้ อมตะ”สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโปรแกรมดวลกำปั้นกับ ฌอง โคล้ด แวนแดมม์ ซูเปอร์สตาร์นักบู๊ระดับฮอลลีวู้ดว่า ล่าสุดนักบู๊ชาวเบลเยียมได้เดินทางมาพูดคุยรายละเอียดกันอีกรอบที่สยาม เคมปินสกี้ โดยรูปแบบของการชกนั้นยังมีเรื่องของเรียลลิตี้ผสมอยู่เหมือนเดิม แต่เรื่องของสถานที่จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ลา สเวกัส สหรัฐอเมริกานั้นด้วยกฎหมายหลายข้อทำให้ไม่สามารถชกที่นั่นได้

โดย “เสี่ยบรรจง”บรรจง บุษราคัมวงศ์ โปรโมเตอร์ใหญ่จากค่ายแฟร์เท็กซ์ จะดึงมาจัดที่เมืองไทยซึ่งกำลังหารือกันอยู่ว่าจะเป็นที่กทม. หรือที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ราวเดือนพ.ย.นี้ โดยจะชกแบบมวยไทยเต็มรูปแบบ โดยห้ามใช้ “ศอก” ขณะที่เรื่องของน้ำหนักตัวนั้นคงต้องแบกน้ำหนักบ้าง ซึ่งในไฟต์นี้จะมีมวยไทยชื่อดังประกอบรายการหลายคู่ และกำลังประสานกับต่างประเทศเรื่องของการถ่ายทอดสด เรื่องของค่าตัวจากเดิมที่ได้ 2 ล้านบาทนั้น แต่เมื่อเราไม่ได้ไปชกที่สหรัฐแล้ว อาจจะลดลงบ้าง

ด้านฌอง โคล้ด แวนแดมม์ นักแสดงชื่อดังกล่าวว่า แม้ศึกนี้จะเลื่อนเป็นครั้งที่ 2 แต่ยืนยันว่าจะไม่มีล่ม สาเหตุเนื่องจากที่ลาสเวกัส มีกฎหมายเรื่องของใบอนุญาตที่เข้มงวด เมื่อกฎหมายไม่เอื้อ ประกอบกับกลุ่มทุนที่เคยตกลงไว้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น “ตอนนี้ผมตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมอย่างหนัก โดยคุณบรรจงได้ส่งเทรนเนอร์มาช่วยติวอย่างหนัก ซึ่งผมขอยืนยันว่ายังอยากชกกับสมรักษ์ เพื่อพิสูจน์ฝีมือสักครั้ง”


เครดิต ข่าวสด







วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

FIGHT CLUB สมรักษ์ คำสิงห์ (somrak kamsing)



สมรักษ์ เป็นชาวหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ จังหวัดขอนแก่น เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ในครอบครัวยากจน เป็นบุตรคนกลาง ในจำนวนลูกทั้ง 3 คน ของ นายแดงและนางประยูร คำสิงห์ เหตุที่มีชื่อเล่นว่า "บาส" ก็เพราะต้องการให้คล้องกับชื่อเล่นของพี่ชายซึ่งเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน คือ สมรถ คำสิงห์ ที่มีชื่อว่า "บัส" เนื่องจาก คลอดบนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางไปสถานีอนามัยอำเภอ


สมรักษ์ได้รับการฝึกการชกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก ขึ้นชกมวยครั้งแรกขณะอายุได้ 7 ปี และได้ตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่างๆจนทั่วอ.โนนไผ่ และได้รับการทาบทามจากณรงค์ กองณรงค์ หัวหน้าคณะณรงค์ยิมให้มาร่วมค่าย สมรักษ์จึงขอขึ้นชกมวยไทยในชื่อ สมรักษ์ ณรงค์ยิมและกลายเป็นมวยมีชื่อในจ.ขอนแก่น

ต่อมา ณรงค์กับนายแดงพ่อของสมรักษ์เกิดแตกคอกัน สมรักษ์จึงย้ายไปอยู่ค่ายศิษย์อรัญ เข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ ได้ไปเรียนที่ โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา โดยชกทั้งมวยไทย และมวยสากลสมัครเล่น สมรักษ์ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ แต่พอสมรักษ์ขึ้น ม.2 พ่อก็ถึงแก่กรรม

ในเส้นทางมวยไทย สมรักษ์ตระเวนชกตามเวทีต่างทั้ง ชลบุรี สำโรง อ้อมน้อยจนกระดูกแข็ง เจนสังเวียนมากขึ้นจึงขึ้นชกมวยที่เวทีมาตรฐานทั้งเวทีราชดำเนินและเวทีลุมพินี มีโอกาสขึ้นชกกับนักมวยชื่อดังยุคนั้นหลายคน เช่น ชาติชายน้อย ชาวไร่อ้อย, ช้างน้อย ศรีมงคล, บัวขาว ป.พิสิษฐ์เชษฐ์,
ฉมวกเพชร ช่อชะมวง แต่ไม่เคยได้แชมป์มวยไทยของเวทีใด จนปี พ.ศ. 2538 จึงขึ้นชกมวยไทยครั้งสุดท้าย ชนะน็อค สุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ ยก 4 แล้วจึงหันมาเอาดีด้านมวยสากลสมัครเล่นอย่างเดียว ค่าตัวสูงสุดที่ได้รับจากการชกมวยไทยอยู่ที่ราว 180,000 บาท จัดเป็นนักมวยเงินแสนคนหนึ่ง


สมรักษ์เริ่มเข้าแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในนามของโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2528 เมื่ออายุ 12 ปี โดยมีพิกัดน้ำหนัก 52 กิโลกรัมเมื่อสมรักษ์จบ ม.6 จากโรงเรียนผดุงศิษย์ฯ ได้รับการทาบทามจากสโมสรราชนาวีให้ชกมวยสากลสมัครเล่นในนามของสโมสรและจะบรรจุให้เข้ารับราชการในกองทัพเรือด้วย สมรักษ์จึงตอบตกลง สมรักษ์ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ
 เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 แต่ตกรอบแรก พ.ศ. 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลกที่ประเทศอิตาลี แต่ไม่ได้ติดทีมชาติไปแข่งกีฬาซีเกมส์ในปีนั้นเพราะไม่พร้อม สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียง จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขาเกือบจะถูกตัดสิทธิ์เพราะตรวจสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านในครั้งแรก (ภายหลังสภาโอลิมปิคเอเชีย ได้กลับคำตัดสิน โดยให้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ นักว่ายน้ำ ได้ 2 เหรียญทอง)


พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือกไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้สมรักษ์โด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ โดยชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5

ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้พระราชทานกระเช้าผลไม้มายังสมรักษ์และทีมงานพร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย โดยการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า " Kamsing Somluck " โดยเจตนาให้มีนัยทางโชคด้วย (แต่ผู้บรรยายภาษาอังกฤษอ่านออกเสียงว่า คำซิง สมลุก)


ภายหลังจากได้เหรียญทองแล้ว สมรักษ์กลายเป็นบุคคลชื่อดังไปในทันที กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ในเวลาไม่นาน ด้วยความเป็นคนมีบุคคลิกเฮฮา มีสีสัน น่าสนใจ ภายหลังจากกลับมาจากโอลิมปิคที่แอตแลนต้าแล้ว สมรักษ์ก็มีงานในวงการบันเทิงเข้ามา เริ่มจาก ละครเรื่อง "นายขนมต้ม" ทางช่อง 7 ที่รับบทเป็นนายขนมต้มพระเอกเอง โดยประกบคู่กับ กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ นางเอก และเพื่อน ๆ นักมวยรุ่นพี่อีกหลายคน


และนับแต่นั้นมา สมรักษ์ก็มีสถานะเหมือนเป็นดาราคนหนึ่งไปโดยปริยาย มีงานต่าง ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้สมรักษ์เอาใจใส่ในการชกมวยน้อยลง จนมีข่าวว่าเขาซ้อมน้อยลง หนีซ้อมบ้าง เป็นต้น แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าฝีมือของตัวเองยังคงเหมือนเดิม ถึงขนาดกล้าทำนายผลการชกล่วงหน้า ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง จนได้ฉายาว่า "โม้อมตะ" แต่หลังจากได้รับเหรียญทองกีฬาเอเชียนเกมส์ใน ปี พ.ศ. 2541 แล้ว การชกครั้งหลังจากนี้ สมรักษ์ไม่ประสบความสำเร็จเลย โดยตกรอบสาม ในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ ปี พ.ศ. 2543 และตกรอบแรกในโอลิมปิก ที่กรุงเอเธนส์ ปี พ.ศ. 2547 ทำให้เลิกชกมวยอย่างเด็ดขาด


ปัจจุบัน สมรักษ์ยังคงมีงานในวงการบันเทิง มีผลงานออกมาเป็นระยะ ๆ ล่าสุด ได้แสดงภาพยนตร์ระดับโลกเรื่อง Fearless ในปี พ.ศ. 2549 โดยบทบาทในเรื่องต้องปะทะกับ หลี่เหลียนเจี๋ย ด้วย มีกิจการของตัวเอง เช่น ร้านหมูกระทะ ชื่อ "สมรักษ์ย่างเกาหลี" ย่านเกษตร-นวมินทร์ และมีค่ายมวยของตนเอง ชื่อค่าย "ส.คำสิงห์"

ด้านชีวิตครอบครัว สมรักษ์
แต่งงานกับนางเสาวนีย์ คำสิงห์ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่ขอนแก่น ซึ่งทั้งคู่เคยจะมีบุตรด้วยกันครั้งแรก แต่ทว่านางเสาวนีย์แท้งเมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน บุตรสาว ปัจจุบันศึกษาอยู่โรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ ซอยนวมินทร์ 81 เขตบึงกุ่ม